ไปเช้าเย็นกลับ
FacebookTwitterBlogger

เยือนกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา

ขับรถออกจากกรุงเทพไปเพียงไม่ถึงชั่วโมง เราก็จะมาถึงอดีตราชธานีของไทยที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก ในฐานะเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในอดีต และสำหรับวันพักผ่อนแล้วอยุธยามีที่ให้เที่ยวชมกันมากมายชนิดวันเดียวไม่มีทางทั่ว แต่ถ้าจะขับรถมาเที่ยวอยุธยาสักครั้งแล้วไม่รู้ว่าจะแวะไปที่ไหนดี ลองตามมาดูกัน

 

ทริปนี้เราก็จะเริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพกันเพื่อมาแวะที่ พระราชวังบางปะอิน กันเป็นที่แรก สำหรับคนที่ไม่คุ้นทาง แนะนำว่าให้ใช้ถนนวิภาวดีรังสิตขับตรงมาเรื่อย ๆ ผ่าน ดอนเมือง รังสิต นวนคร ประตูน้ำพระอินทร์มา หรือจะเลือกใช้ทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์มาก็ได้ ขึ้นมาแล้วก็วิ่งกันสุดสายมาเลย

 

 


 

 

พอเลย "ประตูน้ำพระอินทร์" มาหน่อย จะมีป้ายบอกว่าจะมีทางแยกไป ถนนกาญจนาภิเษกกับ "อยุธยา" ก็ให้ ชิดซ้ายออกมาตามป้าย

 

 


 

 

ออกมาแล้วคุณจะเจอป้ายบอกทางของทางหลวงเต็มไปหมด ถ้าไม่คุ้นอาจจะงงอยู่ตรงนี้ ให้พยายามเล็งป้าย "อยุธยา" เอาไว้

 

 


 

 

ถ้าเล่าง่าย ๆ ก็คือ พอแยกซ้ายออกมาแล้ว ก็ให้วิ่งอยู่ 2 เลนกลาง จากนั้นก็ตรงตามทางมาเลย

 

 


 

 

ทางมาอยุธยาจะต้องขึ้นสะพานยกระดับมา

 

 


 

 

ลงสะพานมาก็จะเข้าสู่ถนนสายเอเชีย หรือทางหลวงหมายเลข 32 เลยมาไม่ไกลอย่าเพิ่งรีบซิ่งไปไหน ลงสะพานมาแล้วก็ให้ชิดซ้ายเตรียมไว้เลย แล้วเลี้ยวซ้ายที่ทางแยกไป อ.บางปะอิน

 

 


 

 

ทางช่วงแรกจะเป็นถนน 6 เลนกว้างขวาง แต่พอพ้นหน้านิคมอุตสาหกรมมบางปะอินมาสักหน่อย ถนนจะแคบลงมาเป็นถนน 2 เลน แล้วก็ต้องวิ่งข้ามทางรถไฟมา

 

 


 

 

ตรงก่อนข้ามทางรถไฟ จะมีป้ายแหล่งท่องเที่ยวสีน้ำเงิน ชี้ทางไปพระราชวังบางปะอินว่า ให้เลี้ยวขวา แต่ข้ามมาแล้วมาเจอป้ายอีกอันอย่างในรูปบอกว่า ให้ตรงไป

มาทีแรกอาจจะงง เอาไงดี ต้องบอกว่าไปได้ทั้งสองทาง

เอาเป็นว่าเลี้ยวขวาที่แยก เลยไปหน่อยคอยสังเกตป้ายสีน้ำเงินเอาไว้ จะมีบอกให้เลี้ยวซ้ายไปที่พระราชวังบางปะอินอีกที

ถนนสายที่เลี้ยวขวามานี้เป็นทางหลวงสาย 3477 เป็นเส้นที่วิ่งเข้าไปที่ตัวเมืองอยุธยาได้ด้วย ทางจะวิ่งเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ทางซ้ายมือ มีทางรถไฟอยู่ขวามือ

 

 


 

 

ใกล้ๆ ทางเข้าจะมีลานจอดรถของพระราชวังบางปะอินอยู่

ค่าจอดรถที่นี่รถเก๋งคันละ 20 บาท มี รปภ. ดูแลให้เรียบร้อย เสียแต่ว่าไม่มีหลังคาเท่านั้น

 

 


 

 

มาถึงแล้วก็มาซื้อบัตรผ่านประตูกัน ค่าบัตร คนไทย 30 บาท ส่วนชาวต่างประเทศ 100 บาท พระราชวังจะเปิดให้เข้าชมกันได้ทุกวัน ตั้งแต่ 8.30 น. ไปจนถึง 16.30 น.

ถ้าเอาว่ามาตั้งต้นที่ดินแดง ต้นทางของถนนวิภาวดีรังสิตขาออกแล้วเดินทางใช้ความเร็วแบบประหยัดน้ำมันขับอย่างสบายแถมยังปลอดภัย ไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็น่าจะมาถึงที่พระราชวังบางปะอินแล้ว

ที่พระราชวังบางปะอินเป็นเขตพระราชฐาน เพราะงั้นก็เลยมีข้อกำหนดเรื่องการแต่งกายที่ต้องให้สุภาพเรียบร้อย เสื้อต้องเป็นเสื้อมีแขน คุณผู้หญิงจะนุ่งกางเกงก็ได้ แต่ต้องเป็นกางเกงขายาว เนื้อผ้าไม่บางเบาจนเกินไป ส่วนรองเท้าถ้าเป็นรองเท้าแตะก็จะต้องเป็นแบบมีสายรัดส้นด้วย

 

 


 

 

ในพระราชวังบางปะอินมีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร ใครพาคุณพ่อคุณแม่ อากง อาม่า มาเที่ยว ไม่อยากให้ท่านต้องเดินเหนื่อยจะใช้บริการรถกอล์ฟที่ทางสำนักพระราชวังจัดไว้ให้เช่าก็ได้

ค่าเช่าคิด ชั่วโมงแรก 250 บาท ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 100 บาท

 

 


 

 

เดินตรงเข้ามาเราจะพบกับ " เหมมณเทียรเทวราช " เป็นปรางค์แบบขอม คือทรงจะอ้วน ๆ ป้อม ๆ หน่อย ถ้าเป็นปรางค์แบบไทยก็จะออกไปทางผอมสูงอย่างปรางค์ที่วัดอรุณ

 

 


 

 

ปรางค์นี้มีอีกชื่อหนึ่งคือ "ศาลพระเจ้าปราสาททอง" รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้นอุทิศถวายพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากทรงดีพระทัยที่สมเด็จเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ ไม่ได้เสด็จมาพร้อมกับเรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ที่เกิดอุบัติเหตุล่มลงกลางแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างเสด็จมาที่พระราชวังบางปะอิน

นอกจากนั้นแล้วบริเวณพระราชวังบางปะอินนี่เดิมก็เคยเป็นวังที่พระเจ้าปราสาททองสร้างขึ้นมาก่อน แต่ก็ถูกทิ้งร้างไปในตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่ 2 จนมาพบกันอีกครั้งก็สมัยรัชกาลที่ 4 แล้ว

 

 


 

 

มองไปฝั่งตรงข้ามจะเป็น "สภาคารราชประยูร" ซึ่งเป็นที่พักของเจ้านายฝ่ายหน้าและข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ

 

 


 

 

ถัดเข้าไปหน่อยจะเห็น "พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์" เป็นพระที่นั่งกลางสระน้ำที่ถอดแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระที่นั่งทรงไทยที่มีสัดส่วนที่งดงามมาก จนต้องเอาแบบมาสร้างไว้ที่บางปะอินนี่ด้วย

ภายในพระที่นั่งจะประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ในฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก ทำด้วยสำริดขนาดเท่ากับพระองค์จริง

 

 


 

 

เดินข้ามสะพานเข้ามาเราก็จะเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในกันแล้ว ด้านขวามือจะเป็น "พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร" แต่พระที่นั่งองค์นี้ไม่ใช่องค์เดิมที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 สำหรับใช้เป็นที่ประทับและรับรองพระราชอาคัตุกะจากต่างประเทศ เพราะว่าเกิดไฟไหม้ไปหมดทั้งหลัง องค์ที่เรามาชมกันนี้เลยเป็นองค์ที่สร้างขึ้นใหม่

 

 


 

 

เลยเข้ามาอีก เดี๋ยวจะพาไปชมพระที่นั่งที่สร้างแบบจีนอย่างหรูหราสวยงามมาก แต่ใครชักเหนื่อยตรงนี้จะมีบริการเครื่องดื่ม ของว่าง แล้วก็มีห้องน้ำอยู่ถัดไป ห้องน้ำคงไม่หายไปไหน แต่ร้านเครื่องดื่มที่นี่หน้าตาแปลกคือเป็นแบบ mobile ลากจูงไปไหนได้ วันดีคืนดีไม่รู้จะถูกจูงไปจอดที่อื่นรึเปล่า ไปแล้วหาไม่เจอว่ากันไม่ได้นา

 

 


 

 

ถึงแล้ว "พระที่นั่งเวหาศจำรูญ" หรือชื่อจีนว่า "เทียนเม่งเต้ย" แปลว่าพระที่นั่งฟ้าสว่าง เป็นพระที่นั่งที่บรรดาชาวไทยเชื้อสายจีนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารร่วมกันสร้างถวายรัชกาลที่ 5

 

 


 

 

เครื่องบนหลังคาก็ประดับประดาไว้อย่างละเอียดสวยงาม

 

 


 

 

ด้านในเป็นงานไม้เกาะสลัก สวยอีกเหมือนกัน นอกเหนือจากนี้ต้องไปชมกันเอง เพราะที่พระตำหนักนี้เราเข้าไปชมกันด้านในได้บางส่วน แต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ

 

 


 

 

สูงเด่นมาแต่ไกลเลย คือ "พระที่นั่งวิทูรทัศนา" สำหรับใช้ชมวิวได้โดยรอบ

 

 


 

 

ข้างบนสามารถขึ้นไปชมวิวได้ จะเห็นบรรยากาศในพระราชวังบางปะอินได้ทั่ว

 

 


 

 

269-6906_IMG

เดินย้อนกลับมาทางเดิม มาแวะกันที่ "ประตูเทวราชครรไล"

 

 


 

 

ข้างในจะติดแอร์เย็นสบาย น่านั่งพักกินน้ำกินท่ากันก่อน

 

 


 

 

ประตูเทวราชครรไลนี้เดิมใช้เป็นประตูสำหรับพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากเขตพระราชฐานชั้นในไปยังท้องพระโรง ซึ่งก็จะมีสะพานเชื่อมไปยัง พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ซึ่งเป็นท้องพระโรงสำหรับให้ขุนนางเข้าเฝ้าฯ

จะสังเกตว่าสะพานที่เชื่อมจะมีบานเกล็ดทำให้คนข้างนอกมองเข้ามาไม่เห็นฝ่ายในที่ตามเสด็จฯ

 

 


 

 

บรรยากาศที่สะพานบานเกล็ด

 

 


 

 

เดินข้ามสะพานบานเกล็ดมาแล้วก็จะถึง "พระที่นั่งวโรภาษพิมาน" ซึ่งเป็นท้องพระโรงอย่างที่เล่ามาแล้ว ตัวพระที่นั่งสร้างด้วยรูปทรงอย่างยุโรป

 

 


 

 

เราสามารถเข้าไปชมด้านในได้ แต่ต้องเอาพวกกล้องหรือกระเป๋าไปฝากไว้ที่ห้องรับฝากที่อยู่ด้านข้างก่อน ส่วนคุณผู้หญิงที่นุ่งกางเกงมาก็ต้องไปสวมผ้าถุงทับเสียหน่อย มีให้บริการฟรีอยู่ที่ห้องรับฝากของด้วย

 

 


 

 

ระหว่างทางที่เดินย้อนกลับออกมาเราจะผ่านสะพานที่มีรูปปูนปั้นประดับอย่างสวยงาม

 

 


 

 

ตามปกติแล้วใกล้ ๆ กับพระราชวังจะต้องมีวัดด้วย สำหรับจะสะดวกในการเสด็จฯ ไปบำเพ็ญพระราชกุศล ที่พระราชวังบางปะอินก็มีวัดอยู่ใกล้ๆ ที่น่าไปดูมากคือ วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ

เพราะมีการทำพระอุโบสถในรูปทรงอย่างโบสถ์ฝรั่งตามศิลปะแบบโกธิคที่นิยมทำอาคารให้พุ่งสูงขึ้นไปบนฟ้า ด้วยความเชื่อว่าจะได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าที่สุด

 

 


 

 

ทางจะไปที่วัดต้องออกมาที่ลานจอดรถกันก่อน เดินไปตรงด้านในสุดของลานจอดที่มีรั้วสีเขียวอยู่

 

 


 

 

แล้วก็เดินตรงมาที่ศาลาหลังนี้กันก่อนเลย เพราะวัดอยู่คนละฟากน้ำต้องนั่งกระเช้าของทางวัดข้ามไปจากที่ศาลานี้

 

 


 

 

กระเช้ากำลังข้ามน้ำ

 

 


 

 

บรรยากาศตอนอยู่บนกระเช้าที่กำลังข้ามน้ำ ด้านซ้ายก็คือเขตวัด ส่วนด้านขวาก็คือเขตพระราชวัง

 

 


 

 

กระเช้าที่นี่ไม่ต้องเสียค่าบริการ แต่ใครจะบริจาคช่วยค่าไฟทางวัดก็มีตู้รับบริจาคเอาไว้ให้

 

 


 

 

บรรยากาศภายในพระอุโบสถก็ยังเป็นแบบฝรั่ง จะเห็นว่าฐานที่ตั้งพระประธานและพระสาวกไม่ได้เป็นฐานชุกชีอย่างที่เห็นในวัดทั่วไป แต่ทำเป็นโต๊ะแบบเดียวกับที่ใช้ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์

 

 


 

 

ปกติในโบสถ์ก็มักจะตกแต่งด้วยกระจกสี ที่นี่ก็มีเหมือนกัน เป็นกระจกสีทำเป็นรูปพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 5

วัดนี้เป็นวัดที่รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างขึ้น ถึงแม้รูปร่างหน้าตาจะสร้างให้มีลักษณะเหมือนกับโบสถ์คริสต์ แต่ก็มีพระราชปรารภว่าไม่ได้จะทรงเปลี่ยนศาสนา เพียงแต่สร้างไว้ดูเล่นด้วยทรงเห็นว่าเป็นของแปลก

 

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.