Home เที่ยวที่ไหนดี ตะลอนกรุง บ้านศิลปิน คลองบางหลวง

บ้านศิลปิน คลองบางหลวง

 

เวทีการแสดงก็ทำกันเองง่าย ๆ  ด้วยการเสริมพื้นชานบ้านออกไปหน่อย

 

 


 

 

เป็นหุ่นละครเล็กคลองบางหลวง คณะคำนาย

 

 


 

 


ก่อนแสดงก็มีการสาธิตให้ความรู้ ทั้งท่าทางการเชิดที่คนเชิดต้องมีพื้นฐานเหมือนกับการแสดงโขนมาก่อน

 

 


 

 

แต่ละคนมีหน้าที่เชิดในส่วนไหนบ้าง

 

 


 

 

ต้องใช้คนเชิด 3 คน ที่จะช่วยกันเชิดให้หุ่นแสดงอากัปกิริยาราวกับมีชีวิต

 

 


 

 

หุ่นผู้หญิง คนเชิดก็เป็นผู้หญิง

 

 


 

 

เสื้อผ้าสีดำและการใส่หน้ากากดำของคนเชิด ช่วยให้ตัวหุ่นดูโดดเด่น

 

 


 

 

เรื่องที่เอามาเล่นเป็นเรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานจับนางเบญจกาย

เรื่องก็ประมาณว่า ทศกัณฐ์ส่งหลานสาวตัวเองให้แปลงกายเป็นนางสีดา  แล้วให้ทำเป็นตายลอยน้ำไปทางที่ทัพของพระรามตั้งอยู่  เพราะแกกะว่าถ้าพระรามเห็นว่านางสีดาตายซะแล้ว ก็จะได้เลิกทัพกลับไป

เรียกว่า ทศกัณฐ์เห็นท่าว่ารบกันคงสู้ไม่ได้ ก็เลยใช้อุบายเสียเลย

 

 


 

 

พระรามเองทีแรกก็เกือบหลงกล  แต่โชคดีที่มีการลองเผาไฟพิสูจน์  นางเบญจกายเธอทนร้อนไม่ได้ก็กลายร่างแล้วเหาะหนี  

ข้างหนุมานก็เลยเหาะตามไปไล่จับ  จับไปจับมายังไงไม่รู้  ได้นางเบญจกายเป็นเมียซะงั้น
ไวเป็นลิง (ของแท้) เลยเชียว

 

 


 

 

ก่อนจบการแสดง เป็นธรรมเนียมที่หุ่นก็จะออกไปทักทายผู้ชม

 

 


 

 

ทักทายกันทั่วถึง  ถ้าใครอยากโพสต์ท่าถ่ายรูปกับหุ่นก็จังหวะนี้ได้เลย

 

 


 

 


อย่างที่เล่าว่าหุ่นละครเล็กที่นี่ชมกันได้ฟรี  แต่ถ้าใครอยากช่วยสนับสนุนก็มีกล่องให้หยอด จะมากจะน้อยก็ตามอัธยาศัย

 

 


 

 

หรืออยากจะทิปให้ถึงมือเลยก็ตามสะดวก

 

 


 

 


เท่ากับใครมีกำลังเงินก็ช่วยเงิน คนเชิดก็จะได้มีกำลังแรงมาเชิด  ใครไม่สะดวกแค่มามุงมาชมคอยปรบมือ ก็ทำให้คนเชิดมีกำลังใจ

 

 


 

 

วันไหนว่างก็แวะมาชมกัน หุ่นจะได้ไม่ต้องยืนเหงาอยู่แต่ในตู้กระจก

 

 


 

 

พาเดินดิ่งเข้าไปชมบ้านศิลปิน  ที่จริงระหว่างทางก่อนถึงตัวบ้าน ยังมีร้านรวงเปิดกันอยู่ด้วย  ถึงจะไม่เยอะ ไม่คึกคักเหมือนอย่างตามตลาดน้ำที่เคย ๆ ไปกันมา  แต่หลายคนก็ชอบแบบนี้

เดี๋ยวเดินย้อนกลับไปดูกัน

 

 


 

 

ตรงนี้เป็น "ร้านของเล่น" ข้างในมีทั้งของขาย ทั้งของโชว์  เดินวนเข้าไปชมกันได้

อ้อ ปกติจะเดินเข้าร้านย่านนี้ เขาก็จะถอดรองเท้ากัน  แนะนำว่าถอดทิ้งไว้ที่บ้านศิลปิน  แล้วก็เดินเท้าเปล่ามาชมร้านรวงกันเลย

 

 


 

 

รับปิ่นโตกลับบ้านสักเถาไหม  จะได้ช่วยกันลดขยะถุงพลาสติก

 

 


 

 

ตรงนี้เป็นร้านของจิตรกร

 

 


 

 

สนใจมาใช้บริการกันได้  นั่งชมวิวริมคลองไปเป็นแบบไป สบายอารมณ์

 

 


 

 

ร้าน Bang Luang Gallery

 

 


 

 

มีของพวกเครื่องหอม งานหัตถกรรมสวย ๆ เต็มร้าน

 

 


 

 

รวมทั้งผ้าผืนสวยตรงนี้

 

 


 

 


ถ้าห่วงว่าจะมาฝากท้องไว้ที่นี่ จะมีอะไรให้กินไหม เผื่อว่าจังหวะไม่ตรงกับที่เรือขายของกินผ่านมา เห็นป้ายนี้แล้วก็ต้องบอกว่าหมดห่วงได้สำหรับใครที่แวะมาช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  เพราะว่าเขาเปิดขายตอนวันหยุด

แต่ถ้ามาวันธรรมดาใกล้ ๆ กันยังมีร้านก๋วยจั๊บอยู่อีกร้าน เดี๋ยวจะพาเดินไปด้วย

 

 


 

 

ติดป้ายเชิญให้ชมด้านใน ต้องเลี้ยวเข้าไปสักหน่อยก่อน

 

 


 

 

หลายคนพอเห็นว่าไม่ใช่ร้านขายของก็มักจะเดินผ่านไป  ขอบอกว่าน่าเสียดายถ้าจะพลาดเข้ามาชม

 

 


 

 

เพราะที่นี่มีภาพถ่ายที่ให้เราเห็นสภาพบ้านเรือนในยุครัชกาลที่ 4 ต่อรัชกาลที่ 5 หรือเมื่อ 100 กว่าปีก่อนที่น่าตื่นตา

อย่างภาพนี้ที่ถ่ายจากบนปรางค์วัดอรุณ ที่ให้มุมมองตั้งแต่ฝั่งตรงข้ามวัดเลยไปทางด้านปากคลองตลาด  เราจะได้เห็นเรือสำเภาลอยลำอยู่เต็มแม่น้ำเจ้าพระยา  และสภาพบ้านเรือนแพเรียงรายอยู่ตามแนวแม่น้ำ ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตในอดีตของคนในยุคนั้น

 

 


 

 

หรืออย่างภาพพาโนรามาภาพนี้  เป็นวัดโพธิ์ยาวไปจนถึงพระบรมมหาราชวัง

ใครเคยถ่ายรูปแนวพาโนรามามาก่อน  จะรู้ว่าไม่ใช่ง่ายที่จะถ่ายให้ภาพออกมาเรียงต่อกันแล้วภาพที่อยู่ด้านริมจะไม่เอียงสอบเข้ามา  โดยเฉพาะว่านี่เป็นภาพที่ถ่ายเมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว  ที่ยังแทบไม่มีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยได้เลย  ขนาดว่ายังใช้กระจกไวแสงเป็นตัวรับภาพถ่ายกันอยู่เลย  ยังถ่ายออกมาแล้วเอามาเรียงต่อกันได้สวยงามสมจริงได้ขนาดนี้

และที่น่าภาคภูมิใจไปกว่านั้นก็คือ รูปนี้เป็นฝีมือของช่าวภาพคนไทยเรานี่เอง

 

 


 

 

นี่ล่ะโฉมหน้าของช่างภาพที่เล่าถึง  ท่านชื่อ จิตร  จิตราคนี  แต่จะคุ้นเคยกันในชื่อ ฟรานซีส  จิตร เสียมากกว่า

ห้องภาพของท่านยังได้รับโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 5 ให้เป็นร้านถ่ายรูปหลวงประจำราชสำนัก  และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จนเป็นที่ หลวงอัคนีนฤมิตร

เพราะงั้นนอกจากภาพสถานที่ต่าง ๆ ในยุคนั้นแล้ว  ท่านยังได้เป็นผู้ถ่ายภาพเจ้านายหลายต่อหลายพระองค์อีกด้วย

 

 


 

 

ถ้าชมแล้วถูกใจ เขาก็มีภาพขนาดโปสการ์ดขายให้เก็บเป็นที่ระลึกด้วย

 

 


 

 

มาเที่ยวบ้านศิลปิน จะเป็นคนละอารมณ์กับการไปตลาดน้ำ เพราะที่นี่ไม่ได้มีร้านรวงอะไรมากนัก  แค่พอมีให้เดินชมกันบ้าง  ถ้าเดินย้อนถัดออกมาทางใกล้ๆ กับสะพานข้ามคลอง  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้านพักธรรมดากันเสียหมด

แต่ตรงสองฝั่งข้างสะพานยังมีร้านน่ามาแวะกันอยู่เหมือนกัน

 

 


 

 

ตรงนี้เป็นร้านขายน้ำปั่น ที่มีของแต่งร้านเป็นของเก่าของสะสมของเจ้าของร้านเอง

 

 


 

 

แวะมาอุดหนุน มาชมข้าวของในร้านกันได้

 

 


 

 

ติดกันเป็นร้านขายหนังสือ  ชื่อ River of Alphabets  สงสัยว่าตั้งชื่อนี้เพราะจะมีร้านหนังสือสักกี่ร้านเชียวที่อยู่ติดริมคลองแบบนี้

ก็เลยเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากว่ามีร้านหนังสือมาเปิดในย่านนี้กันด้วย  เพราะว่ากันว่าจำนวนและขนาดของร้านหนังสือ ก็เหมือนจะชี้บอกอะไร ๆ ของสังคมนั้นได้เหมือนกัน

เห็นแล้วก็อยากชวนอีกอย่างว่า ถ้ากะจะแวะมานั่งอ่านหนังสือเล่นที่บ้านศิลปิน อาจมีสักเล่มที่ถูกใจคุณอยู่ที่่ร้านนี้ก็ได้ ยังไงก็ลองแวะมาเลือกดู  แล้วจะได้ช่วยให้เราได้มีร้านหนังสือไว้เชิดหน้าชูตาบ้านเมืองกันบ้าง 555

 

 


 

 

ในร้านยังมีมุมหนังสือเด็ก ให้เด็ก ๆ ย่านนี้ได้แวะเวียนมาหยิบอ่านกันได้  หน้าร้านก็เลยกลายเป็นสนามเด็กเล่นไปโดยปริยาย

ถ้าใครมีหนังสือดี ๆ สำหรับเด็กอาจจะติดมือมาฝากไว้ที่ร้านให้เด็กได้อ่านกัน  แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะต้องแบกมาหนัก เพราะร้านจะอยู่ใกล้ ๆ กันกับลานจอดรถ จอดรถแล้วจะมาบ้านศิลปินก็ต้องผ่านหน้าร้านหนังสือตรงนี้พอดี

 

 


 

 

ใช่ว่าจะมีแต่ร้านสวยเก๋แนวเรโทร ร้านขายของชำประจำชุมชนแบบเดิม ๆ ก็ยังมีเปิดกันอยู่

 

 


 

 

แล้วถ้าเดินข้ามสะพานมาอีกฝั่ง  ก็มีร้านก๋วยจั๋บให้ได้มาอิ่มอร่อยอย่างที่เกริ่นเอาไว้

 

 


 

 


ร้านนี้เขายังมีขนมหวานที่เปิดร้านขายกันมา 50 กว่าปี ให้เลือกซื้ออีกหลายต่อหลายอย่าง

 

 


 

 


แล้วก็เหมือนกับอีกหลายบ้านย่านนี้ที่มีขายอาหารปลาให้ได้ทำบุญเลี้ยงปลากัน

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.