Home เที่ยวที่ไหนดี สูดอากาศชานเมือง เมืองโบราณ

เมืองโบราณ

 

เลยมาอีกหน่อยก็จะมาถึงทางขึ้น ปราสาทพระวิหาร กันแล้ว

ของจริงศาลโลกตัดสินว่าอยู่ในเขตของเขมรที่เดี๋ยวก็เปิดเดี๋ยวก็ปิดไม่ให้เข้าชม อย่ากระนั่นเลยมาชมกันที่เมืองโบราณนี่ดีกว่า ที่สำคัญเดินขึ้นไม่ยากด้วย

 


 

การสร้างปราสาทหินอย่างนี้ เป็นไปตามความเชื่อของขอมที่สัมพันธ์กับลัทธิเทวราช ที่เชื่อกันว่าพระมหากษัตริย์ก็คืออวตารภาคหนึ่งของเทพเจ้า ที่เมื่อสิ้นพระชนม์ลงแล้วก็จะกลับไปสิงสถิตหลอมรวมกันเทพเจ้าสูงสุด

ซึ่งปราสาทหินนี้ก็คือที่สถิตของเทพเจ้าและดวงวิญญาณของกษัตริย์นั่นเอง

 


 

มาชมวิวกันดีกว่า ขึ้นมาบนนี้แล้วจะได้เห็นวิวของเมืองโบราณจากมุมสูงด้วย ต้นไม้ร่มรื่นเต็มไปหมดเลย

 


 

ส่วนอีกด้านนี่ยังอุตส่าห์มีทุ่งนาเขียว ๆ เหลือไว้ให้เห็นกันด้วย

 


 

เขาพระวิหารในเมืองโบราณนี่เป็นของ Man-made คือทำขึ้นเอง ต้องใช้หินถึง 2,400 เที่ยวรถสิบล้อมาสร้างแล้วใช้ดินมาคลุมไว้อีกที แต่ไม่ต้องห่วงตอนสร้างเขาใช้เสารับน้ำหนักถึง 684 ต้น ความสูงก็ประมาณ 54 เมตร ลมข้างบนเย็นตึงเชียวล่ะ

 


 

แล้วเหมือนจะรู้ใจว่าปีนขึ้นปีนลงเขาพระวิหารมาแล้ว คงจะอยากนั่งพักให้หายเหนื่อย รวมทั้งบางคนอาจจะขึ้นไม่ไหวจะได้มีที่นั่งรอ ก็เลยมีร้านขายของขายน้ำอยู่ตรงหน้าทางขึ้นกันเลย

 


 

ใครที่รู้ตัวว่าจะขึ้นเขาพระวิหารไม่ไหว ไม่ต้องเสียใจ มาเที่ยวที่ ปราสาทหินพนมรุ้ง กันก็ได้ เดินขึ้นไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว

"พนมรุ้ง" มาจากภาษาเขมรที่แปลว่า ภูเขาใหญ่ ของจริงจะตั้งอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้วที่บุรีรัมย์ สร้างขึ้นเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งก็คือลัทธิที่นับถือพระอิศวรหรือที่เรียกอีกชื่อว่าพระศิวะเป็นเทพสูงสุด

 


 

ถ้าได้มีโอกาสไปชมปราสาทหินพนมรุ้งของจริงเมื่อไหร่ อย่าได้พลาดไปชมหน้าบันด้านนี้ที่ถือกันว่าเป็นภาพศิวนาฏราชที่งดงามที่สุด

ศิวนาฏราชนี่คือท่าร่ายรำของพระศิวะที่มีอยู่ 108 ท่า ภาพตรงนี้จะเป็นท่าตรีวิกรมคือย่างสามขุม

ส่วนถัดลงมาด้านล่างก็คือ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่เชื่อกันว่า พระพรหมคือผู้สร้าง พระศิวะคือผู้ทำลาย ส่วนพระนารายณ์จะเป็นเทพผู้ปกปักรักษา ตอนที่ไม่มีเรื่องอะไรท่านก็จะไปนอนหลับสบายอยู่บนหลังพญานาคในทะเลน้ำนม มีมเหสีคือพระนางลักษมีคอยปรนนิบัตอย่างนี้

ถ้าได้มีโอกาสไปดูของจริงแล้วต้องไม่พลาดทับหลังตรงนี้เหมือนกัน เพราะเป็นทับหลังที่ไทยเราต้องออกแรงไปทวงคืนมาจากต่างประเทศ จนน้าแอ๊ด คาราบาว ต้องออกมาประกาศให้เอาไมเคิล แจ็คสันคืนไปแล้วเอาพระนารายณ์คืนมา คงยังจำกันได้

 


 

ตรงนี้เป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรประทับยืนเอียงพระโสณี ซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะทวารวดีในยุคต้น

ในอีสานนอกจากมีศิลปะแบบล้านช้างและแบบขอมแล้ว ในยุคที่อาณาจักรทวารวดีรุ่งเรืองอยู่โดยเชื่อว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่นครปฐมเนี่ย ศิลปะแบบทวารวดีก็ได้เผยแพร่ไปยังบ้านเมืองอื่น ๆ ซึ่งรวมทั้งทางภาคอีสานด้วย ทางเมืองโบราณก็เลยมาสร้าง วิหารทวารวดี เอาไว้ในส่วนของภาคอีสานด้วย

 


 

ด้านในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ตามแบบทวารวดีที่นิยมสร้างโบสถ์ วิหาร พระพุทธรูป ขนาดใหญ่ทั้งนั้น

และท่าของพระพุทธรูปที่จีบนิ้วโป้งกับนิ้วชี้อย่างที่เรียกว่า "วิตรรกะ" ซึ่งหมายถึงการแสดงธรรม ก็เป็นรูปแบบที่เป็นที่นิยมสร้างกันในสมัยทวารวดีอีกเหมือนกัน

 


 

เมืองไทยเราถือว่าเป็นดินแดนที่นับถือศาสนาพุทธในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ที่มีรูปแบบของเจดีย์ที่หลากหลายที่สุด ตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่นที่สร้างต่อเนื่องกันมาหลายยุคหลายสมัย เมืองโบราณก็เลยสร้างเจดีย์หลากรูปแบบที่ว่าขึ้นมาให้ชมกัน

 


 

พาชมพาเที่ยวเมืองโบราณมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าไปได้ทั่วทุกภาคแล้ว แต่แน่นอนว่าไม่มีทางทั่วถึงทุกที่ทุกชิ้นงานที่มีอยู่อย่างมากมายในเมืองโบราณ เรียกว่าพาชมกันผ่าน ๆ เท่านั้นเอง

วันว่างหยุดสุดสัปดาห์น่าจะหาโอกาสมาสัมผัสด้วยสายตาตัวเองกัน แล้วยังเป็นโอกาสดีที่จะได้ชมสถานที่สำคัญโดดเด่นของบ้านเราได้ทั่วภายในเวลาแค่วันเดียว ที่เมืองโบราณนี่เอง

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.