Home เที่ยวที่ไหนดี สูดอากาศชานเมือง เมืองโบราณ

เมืองโบราณ

 

ไปเที่ยวที่อื่นกันต่อ

ตอนออกจากตลาดน้ำมา ฝั่งตรงข้ามก็จะเป็น ศาลาร้องทุกข์ อย่างในสมัยสุโขทัยที่จะแขวนกระดิ่งไว้ที่หน้าประตู ตามที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยว่าราษฎรที่ " มีถ้อยมีความเจ็บท้องข้องใจ " ก็ให้ไปลั่นกระดิ่งบอกพ่อขุนรามคำแหงให้ท่านชำระความให้ ซึ่งก็ทำให้เราเห็นภาพความใกล้ชิดกันระหว่างพ่อขุนกับราษฎรในสมัยนั้นได้ดีทีเดียว

 


 

เลยขึ้นมาอีกหน่อย ทางด้านนี้จะเป็นโซนทางภาคเหนือ เพราะเนื้อที่ของเมืองโบราณจะมีรูปร่างคล้าย ๆ กับรูปร่างประเทศไทยนี่เอง ทางเข้าจะอยู่ตรงภาคใต้แล้วก็ค่อย ๆ ขึ้นมาผ่านภาคกลางเข้าสู่ภาคเหนือกัน

ที่เห็นถัดมาก็จะเป็น มณฑปพระสี่อิริยาบถ เอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่จะพบเฉพาะในดินแดนแถบสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร เท่านั้น

 


 

เจดีย์วัดมหาธาตุ สุโขทัย ส่วนยอดของเจดีย์ประธานเป็นรูปดอกบัวตูมที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัย ส่วนเจดีย์รายจะเป็นเจดีย์ในศิลปะศรีวิชัยผสมลังกาและแบบขอม

การสร้างเจดีย์ทรงสุโขทัยสูงเด่นเป็นประธานเหนือเจดีย์รายในรูปแบบศิลปะอื่น ก็มีนัยทางการเมืองอยู่เหมือนกันว่าสุโขทัยนั้นมีอำนาจเหนือว่าดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง

 


 

หลังนี้เป็น หอคำ เป็นที่อยู่ของเจ้าครองนครลำปางสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง ของจริงถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่เมืองโบราณอาศัยรูปถ่ายสร้างขึ้นมาใหม่

 


 

ข้างบนจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ขึ้นมาชมกันได้

 


 

ตู้ใส่ของที่จัดแสดงอยู่

 


 

ตรงนี้เป็นโถสังคโลก

 


 

ที่พลาดไม่ได้ต้องมาชมกันให้ได้คือนี่เลย ภาพแกะสลักไม้เป็นเรื่องพุทธประวัติ 61 ตอน ที่เป็นฝีมือช่างคนเดียวทำงานอยู่นาน 10 ปี ตั้งแต่ปี 2500-2510

 


 

งานที่แกะจะแกะกันเป็นชั้น ๆ ลึกลงไปถึง 7 ชั้น

 


 

เรื่องที่แกะจะเริ่มตอนแรกตั้งแต่เทวดาไปทูลเชิญสันดุสิตเทวราชโพธิสัตว์ให้จุติลงมาเกิดในโลกมนุษย์ เพื่อจะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าไปจนถึงตอนถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

ส่วนรูปที่เอามาให้ดูนี่เป็นตอนที่พระพุทธองค์เสด็จไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศนาโปรดพระพุทธมารดา

 



ใต้ถุนของหอคำเป็นร้านอาหารด้วย บรรยากาศจะดูหรูหรากว่าแถว ๆ ตลาดน้ำ เป็นอาหารตามสั่งที่ถ้าเทียบราคาอาหารจานเดียวกันแล้วเท่า ๆ กันกับที่ตลาดน้ำ

 


 

แล้วยังมีมุมร้านของที่ระลึกด้วย

 


 

วนรถเลยขึ้นไปอีกหน่อย ต้องไม่พลาดมาชม วิหารวัดเชียงของ กันด้วย เป็นวิหารที่เมืองโบราณขอผาติกรรมมาจากวัดเชียงของ เรียกว่าเป็นของแท้ดั้งเดิมไม่ได้สร้างใหม่ สวยงามน่ามาดูมาก เป็นของเก่าแก่ในศิลปะแบบท้องถิ่นที่หาดูได้ยากแล้ว

 


 

ลวดลายที่ซุ้มประตูหน้าวิหาร

 


 

หลังคาจะมุงด้วยแผ่นกระเบื้องไม้ ที่เรียกกันว่า " แป้นเกล็ด "

 


 

วัดไทยทางเหนือแต่โบราณจะให้ความสำคัญกับวิหารที่ให้ญาติโยมได้มาทำบุญฟังธรรม จึงสร้างให้ใหญ่โตมากกว่าโบสถ์ซึ่งใช้เฉพาะสำหรับสงฆ์ทำสังฆกรรมเท่านั้น

อย่างตรงหน้าวิหารก็จะมีโบสถ์หลังเล็กอยู่กลางสระน้ำ ที่อาศัยน้ำเป็นพัทธสีมาโดยไม่ต้องปักใบเสมาไว้โดยรอบ

 


 

มาเดินเที่ยวอยู่ในเมืองโบราณอย่างนี้ อาจจะมีโอกาสได้เจอกับน้องกวางอย่างใกล้ชิดอย่างนี้ ไม่รู้จะหลุดออกมาหรือเปล่า เพราะยังมีเขตที่เป็นสวนกวางที่ล้อมรั้วไว้มิดชิดที่เดี๋ยวจะพาไปแวะชมกันด้วย

 


 

ถ้าวนรถย้อนกลับลงมาก็จะเจอ เจดีย์เจ็ดยอด เชียงใหม่

รูปแบบแปลกตามาก เพราะผสมผสานระหว่างวิหารที่เป็นห้องสี่เหลี่ยมที่ฐานล่าง กับด้านบนที่จะเป็นเจดีย์ มีอยู่ 7 ยอดด้วยกัน ส่วนยอดกลางจะถ่ายแบบมาจากยอดมหาวิหารที่พุทธคยาในอินเดีย

 


 

ลวดลายเป็นปูนปั้นที่ว่ากันว่าเป็นศิลปะอย่างงามของล้านนานั้น ทำเป็นรูปเทวดาจากหมื่นจักรวาลที่มาชุมนุมแสดงความยินดีที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ระหว่างนั้นก็มีดอกไม้สวรรค์โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย

 


 

ใกล้ ๆ กันจะมี เจดีย์จามเทวี ลำพูน

เป็นศิลปะแบบหริภุญชัยที่ลักษณะหน้าตาจะแปลกว่าเจดีย์อื่น ๆ ที่เรามักจะเห็นกัน เพราะทำเป็นทรงสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 5 ชั้น แต่ละชั้นจะประดิษฐานพระพุทธรูปไว้โดยรอบ

ตามตำนานว่ามีฤาษีตนหนึ่งได้มาสร้างเมืองหริภุญชัยขึ้น แล้วก็เชิญพระนางจามเทวีซึ่งเป็นธิดาของกษัตริย์ละโว้ขึ้นมาครองเมือง พระนางก็ได้นำบรรดาช่างและผู้มีความรู้ต่าง ๆ ขึ้นมาด้วยจำนวนมาก ทำให้เมืองหริภุญชัยเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามากมาก่อนที่จะเกิดมีเมืองเชียงใหม่ขึ้นเสียอีก

 


 

อีกแห่งที่พลาดไม่ได้ที่ต้องแวะมาชมกันคือ วัดจองคำ ลำปาง

วัดนี้เมืองโบราณไปผาติกรรมมาเหมือนกัน แล้วก็เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ ที่ได้รับอิทธิพลของพุกามมา ตัวอาคารจะรวมเอาวิหาร ศาลา และกุฏิไว้ด้วยกันทั้งหมด ฝีมือรายละเอียดลวดลายงานสลักไม้เฉียบมากๆ ได้คุยกับช่างของเมืองโบราณก็ว่าสมัยนี้ไม่มีช่างทำได้ระดับนี้แล้ว

 


 

แต่ตอนนี้เมืองโบราณกำลังทำการบูรณะวัดนี้ขนานใหญ่อยู่ เรียกว่าถอดออกมาเป็นชิ้น ๆ เลยทีเดียว ค่าใช้จ่ายนี่ไม่น้อยอีกเหมือนกัน เห็นว่าเฉพาะเสาไม้ต้นเดียวก็หลายหมื่นบาทแล้ว

 


 

ถ้าได้เข้ามาดูแล้วจะรู้สึกเลยว่าทำไมถึงเก็บค่าเข้าชมถูกจัง เพราะลำพังแค่งานดูแลรักษาที่มีให้ต้องทำไม่ได้หยุดหย่อนนี่คงเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่หนักอยู่เหมือนกัน

 


 

โดยเฉพาะอาคารต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องไม้ที่ต้องคอยดูแลรักษาซ่อมแซมอยู่ตลอด ไม่งั้นก็จะผุพังไป

 


 

ไม่เว้นแม้แต่พื้นทางเดินที่ก็ต้องทำใหม่เหมือนกัน

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.