Home เที่ยวที่ไหนดี สูดอากาศชานเมือง เมืองโบราณ

เมืองโบราณ


ถัดมาจากตลาดน้ำจะเป็น ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม ที่เมืองเพชรบุรี ศาลาหลังนี้เดิมเคยเป็นตำหนักหนึ่งในพระราชวังโบราณที่อยุธยา แต่พระเจ้าเสือได้โปรดฯ ให้รื้อมาถวายสมเด็จพระสังฆราชในสมัยนั้น

ศาลาหลังนี้ก็เลยเป็นตัวอย่างของรูปแบบสถาปัตยกรรมอยุธยาที่ยังคงเหลือมาให้คนรุ่นเราได้ชมกัน แต่หลังที่เมืองโบราณนี้จะเป็นของจำลองที่สร้างขึ้นใหม่ในสัดส่วนที่เล็กกว่าของจริงเล็กน้อย สำหรับของจริงยังไปดูกันได้ที่เพชรบุรี

ที่จริงถ้าใครชอบงานศิลปะยุคอยุธยานี่ยังไปหาดูได้อยู่มากที่เมืองเพชรนี่เอง เพราะความที่เมืองไม่ได้ถูกทำลายไปในช่วงที่มีสงครามอย่างที่อยุธยา

 


 

ข้างในศาลายังแวะมาชมศิลปวัตถุต่าง ๆ ได้

 


 

ลวดลายบนตู้พระธรรมที่ทำไว้อย่างสวยงาม อวดฝีมือความเฉียบขาดของช่างฝีมือโบราณ

 


 

ธรรมมาสน์ฝังมุก

 


 

ที่ใต้ถุนของศาลาหลังนี้ เดิมเคยเป็นห้องทำงานของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ เจ้าของเมืองโบราณที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านได้มาบุกเบิกก่อสร้างสถานที่สำคัญของจังหวัดต่าง ๆ ในบ้านเราไว้ที่บางปูนี่ตั้งแต่เมื่อปี 2506 และก็ได้สร้างเพิ่มเติมกันมาเรื่อย ๆ อย่างที่เรียกว่าไม่เคยมีกำหนดเสร็จสมบูรณ์

เล่ากันว่ากว่าจะสร้างงานแต่ละชิ้นได้ ท่านศึกษาหาข้อมูลอย่างจริงจัง ทั้งยังเชิญผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมาช่วยงานกัน รวมไปถึงออกเดินทางไปตระเวนไปดูของจริงตามสถานที่ต่าง ๆ แม้ว่าสมัยนั้นการเดินทางยังยากลำบากมาก

และถึงขนาดว่าลงทุนลงแรงสร้างไปแล้วถ้าพบข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมว่าสร้างไม่ถูกแบบดั้งเดิมก็รื้อทิ้งทำใหม่อย่างไม่เสียดายเลย

 


 

แม้ว่าท่านจะถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่งานในเมืองโบราณก็คงยังมีให้คิดให้ทำ รวมทั้งบูรณะดูแลรักษาของที่สร้างไว้กันต่อไป

 


 

หลังนี้เป็น หอพระไตรปิฎก ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเอาไว้เก็บพระไตรปิฎก ที่เมื่อก่อนก็จะจารไว้บนใบลานกัน ทีนี้จะไม่ให้แมลงหรือปลวกมากัดกินทำลายไป ก็เลยจะสร้างหอไตรไว้กลางน้ำอย่างนี้ จะขึ้นจะลงทีก็ต้องชักบันไดกัน

เห็นแล้วก็อดจะคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่าใครว่ายุคนี้ศาสนาเสื่อมลงไป ที่จริงน่าจะถือว่ารุ่งเรืองด้วยซ้ำไป เพราะตำรับตำราทางศาสนามีมากมายให้หาอ่านกันได้สะดวก จะค้นคว้าพระไตรปิฎกก็อยู่แค่ปลายนิ้ว จิ้ม ๆ เอาในอินเตอร์เน็ตเดี๋ยวเดียวก็ได้อ่านกันแล้ว

 


 

ใกล้ ๆ กันมี หอระฆัง อยู่ ที่เมืองโบราณไปผาติกรรมมาจากวัดใหญ่ ที่สมุทรสงคราม ตัวหอไตรก่อนหน้าก็ผาติกรรมมาจากวัดเดียวกันนี่เอง เพราะงั้นที่เราได้มาชมก็เป็นของเก่าแก่โบราณเองจริง ๆ

ส่วนคำว่า " ผาติกรรม " ว่าง่าย ๆ ก็คือการไปเอาของวัดมา โดยที่ทำของอื่นที่ดีเสมอกันหรือดีกว่าไปถวายทดแทนนั่นเอง

 


 

ฝั่งตรงข้ามกับหอไตรจะเป็น พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองราชบุรี ที่สร้างย่อส่วนมาจากของจริง

 


 

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ถือได้ว่าเป็นหัวใจของเมืองโบราณเลยก็ว่าได้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้เคยทรงใช้พระที่นั่ง ณ เมืองโบราณแห่งนี้ รับรองสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2 และพระสวามี ในคราวที่เสด็จเยือนประเทศไทย เมื่อ 11 ก.พ. 2515 ด้วย ซึ่งเมืองโบราณก็ถือเอาวันนี้เป็นวันเปิดเมืองโบราณอย่างเป็นทางการอีกด้วย

 


 

ในสมัยอยุธยาเองก็ใช้พระที่นั่งองค์นี้สำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จออกรับแขกเมือง รวมทั้งประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ

แล้วยังมีมุขเด็จอย่างที่เห็นในรูป สำหรับเสด็จออกมหาสมาคมให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทได้เข้าเฝ้าฯ

 


 

พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งสำคัญองค์หนึ่งที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น และมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงศิลปะอยุธยาอย่างชัดเจน

แต่น่าเสียดายที่เมื่อตอนที่เสียกรุงครั้งที่ 2 ตัวพระที่นั่งถูกไฟเผาวอดวายเหลือแต่ซากฐานเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีแบบให้เห็นว่าองค์พระที่นั่งมีรูปแบบอย่างไรอย่างชัดเจน ต้องอาศัยการรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เข้ามาประกอบกัน อย่างเช่นกระเบื้องหลังคาที่มีหลักฐานว่าการปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้นว่าดาดด้วยดีบุก เป็นต้น

อย่างสิงห์ที่ประดับหน้าบันไดนั้นก็ต้องถอดแบบมาจากวัดธรรมิกราช ที่อยุธยา

 


 

เข้ามาชมกันด้านในบ้าง

 


 

เงยขึ้นไปชมบนเพดานกันดูหน่อย

 


 

อีกด้านหนึ่งที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่

 


 

เดินต่อเข้าไปชม มณฑปพระพุทธบาท สระบุรีกัน

 


 

รอยพระพุทธบาท

เดิมตามธรรมเนียมของอินเดียโบราณจะไม่มีการสร้างรูปเหมือนของใครขึ้นมา ดังนั้นในการสร้างสิ่งที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าก็จะทำอย่างอ้อม ๆ เช่น ถ้าพูดถึงการประทานปฐมเทศนาก็จะทำเป็นรูปธรรมจักรและกวางหมอบ เพื่อสื่อความหมายถึงกงล้อแห่งธรรมที่ได้เริ่มหมุนแล้ว ส่วนกวางหมอบก็จะหมายถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่ประทานปฐมเทศนา

ส่วนถ้าเป็นตอนเสด็จออกบวชก็จะทำเป็นรูปรอยพระพุทธบาท หรือบางทีก็ทำเป็นรูปม้าที่มีเครื่องผูกแต่ไม่มีคนขี่ เอาไว้สำหรับบูชาหรือวาดเป็นภาพจิตรกรรม

แต่มาในช่วงที่พุทธศาสนามารุ่งเรืองอยู่ในลังกา กลับมีตำนานเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังที่ต่าง ๆ และได้ประทับรอยพระพุทธบาทเอาไว้ ซึ่งในไทยเราเองก็รับพุทธศาสนามาจากลังกาอย่างที่เรียกว่าลังกาวงศ์ ก็เลยได้รับความเชื่อนี้มาด้วย

 


 

บานประตูมณฑปจะเป็นงานฝังมุก อย่างที่เห็นว่ามี 4 หน้าและทรงหงส์เป็นพาหนะอย่างนี้ คือ "พระพรหม" แน่นอน

อย่างเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่สร้างไว้สำหรับพระมหากษัตริย์ใช้สำหรับเสด็จพระราชดำเนินชลมารคก็เป็นรูปหงส์ อันสื่อความหมายถึงความเป็นสมมติเทวราชขององค์พระมหากษัตริย์นั่นเอง

 


 

บนบานเดียวกันต่ำลงมาจะเป็น "พระอินทร์" ที่ดูได้จากที่ทรงช้างเอราวัณเป็นพาหนะ

ความที่พระอินทร์จะมีศักดิ์ที่ต่ำกว่าพระพรหม เพราะถึงเป็นเทวดาแต่ก็ยังอยู่ในชั้นที่ยังข้องอยู่ในกาม ช่างก็เลยทำเอาไว้ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าด้วย

 


 

ลงจากมณฑปพระพุทธบาทมาแล้ว ฝั่งตรงข้ามกันจะมีร้านขายเครื่องดื่ม แวะไปนั่งพักกันก่อนได้

 


 

บรรยากาศร้านรวงในเมืองโบราณก็จะตกแต่งในบรรยากาศย้อนยุคอย่างนี้

 


 

นั่งเอาแรงกันแล้ว อยากชวนให้เดินข้ามสะพานไม้ที่อยู่ข้าง ๆ ร้านมาชม หอพระแก้ว กันต่อ

 


 

หอพระแก้ว สร้างขึ้นจากภาพสลักบนบานประตูตู้พระธรรมสมัยอยุธยา ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของอยุธยาในอดีต

 


 

ข้างในตกแต่งไว้อย่างอลังการสวยงามมาก เสียดายไม่ค่อยมีคนแวะเข้ามาชมกันเท่าไหร่

 


 

ที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ทำเป็นศิลปะอย่างจีน

 


 

ผนังจะฉลุเป็นลวดลายไว้อย่างสวยงาม

 


 

ด้านนอกเป็นลายหนึ่ง

 


 

ด้านในบนบานเดียวกันก็ทำเป็นอีกลายหนึ่ง

 

 



 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.