Home เที่ยวที่ไหนดี สูดอากาศชานเมือง ตลาดน้ำอัมพวา

ตลาดน้ำอัมพวา

กลับมาเยี่ยมตลาดน้ำอัมพวากันอีกหน หลังจากรีวิวไปเมื่อเกือบสองปีก่อน เลยได้เก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันไว้เพิ่มเติม ลองตามมาดูกันต่อ

 


 

จากตลาดน้ำในอดีตที่เคยคึกคักไปด้วยเรือทั้งลำน้ำ แต่พอหลังจากคนเปลี่ยนไปนิยมใช้รถกันก็ซบเซาลง จนเมื่อจะฟื้นฟูตลาดน้ำขึ้นมาใหม่ยังต้องจ้างให้แม่ค้ามาเริ่มลอยเรือขายของ แต่มาเดี๋ยวนี้มีผู้คนมาเที่ยวกันคึกคักไปหมด

 


 

ตามหน้าบ้านที่ปิดไปหรือไม่ได้ค้าขายอะไรก็เริ่มเปิดเป็นหน้าร้าน

 


 

ขนมแห่งความหลัง ที่เคยกินเคยเล่นสมัยเด็ก

 


 

บางบ้านเป็นร้านกิฟท์ช็อปที่สาว ๆ ชื่นชอบ

 


 

บ้างก็มีแผงมาตั้งกันเรียงรายไปตลอด

 


 

บรรยากาศแนวอาร์ตเริ่มมีมาให้เห็น

 


 

ร้านสวยเก๋ ที่น่าถอดรองเท้าก้าวเข้าไปนั่งกับพื้น ค่อย ๆ เลือกหนังสือ โปสการ์ด

 


 

ร้านนี้มีของเล่นเด็กโบราณให้เลือกกันด้วย

 


 

บ้างก็เลือกซื้อ บ้างก็เลือกถ่าย

 


 

ก่อนจะพักเหนื่อยด้วยขนุน ที่หวานทั้งเนื้อขนุนและรอยยิ้มของแม่ค้าตัวน้อย

 


 

มีศิลปินมาช่วยแต่งเติมอารมณ์ศิลป์ให้ตลาดน้ำแห่งนี้

 


 

เพราะทางเดินไม่กว้าง หลายร้านจะจัดโต๊ะให้ลูกค้านั่งเรียงกันไปตามทางเดิน ที่กินไปชมวิวไปได้สบายดีเหมือนกัน

 


 

ส่วนใครพาผู้ใหญ่มาเที่ยวตลาดน้ำ พอเจอคนเยอะชักเหนื่อยเพลีย ลองพาท่านมานอนพักให้คนนวดกันที่นี่ ส่วนลูกหลานก็ไปเดินช็อปกันตามอัธยาศัยต่อ กลับจากทริปนี้ท่านอาจบอกว่า "แหม!! ไปเที่ยวแล้วมันสบายตัวจริง ๆ"

 


 

ถ้ามาเที่ยวตลาดช่วงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่ลิ้นจี่อัมพวาจะออก แต่เดี๋ยวนี้ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปมาก บางปีลิ้นจี่ก็อาจไม่ติดผลซะงั้น ถ้าปีไหนโชคดีก็จะได้ชิมลิ้นจี่พันธ์ค่อม พันธ์ชื่อดังของอัมพวานี่

 


 


แล้วก็ไหน ๆ มาถึงถิ่นปลูกตาลปลูกมะพร้าว เคี่ยวน้ำตาลกันอย่างนี้ น่าลองซื้อขนมหวานไปลองชิมกันดู

 


 

ไม่ต้องกลัวว่าพกเงินมาไม่พอ ตรงเชิงสะพานข้ามคลองมีตู้เอทีเอ็มตามมารอให้กดอยู่

 


 

เดี๋ยวนี้ดูเหมือนคนจะหันไปลงเรือหางยาวออกไปเที่ยววัดในย่านนี้ในช่วงกลางวันกันด้วย

ต้องยอมรับว่าความนิยมนั่งเรือออกไปชมหิ่งห้อยกันตอนกลางคืนเนี่ย รบกวนความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามริมน้ำมากทีเดียว ทั้งจากเสียงดัง ควันไอเสียของเครื่องเรือ แล้วยังคนที่ส่งเสียงเอะอะรบกวนเวลาพักผ่อนอีกด้วย จนแม้แต่หิ่งห้อยก็ชักต้องอพยพหนีเหมือนกัน

 


 

ถ้าสนใจจะนั่งเรือออกไปเที่ยวกัน ก็มีหลายเจ้าเปิดให้บริการกระจายกันไปทั้งตลาด

 


 

ราคาเหมาก็ประมาณลำละ 4-500 บาท ยังไงก็ลองสอบถามกันดู

ที่จริงถ้าทางชุมชนจะจัดให้มีโปรแกรมท่องเที่ยวมาตรฐานสักสองสามเส้นทาง แล้วมาร่วมกันดำเนินการในรูปสหกรณ์ ให้เรือผลัดกันมารับนักท่องเที่ยวตามคิวกันไป ไปจนถึงมีท่ากลางให้มาใช้บริการร่วมกัน น่าจะช่วยดึงดูดให้มีคนมาใช้บริการกันมากขึ้นด้วยซ้ำ

 


ยังไงถ้าอยากมาล่องเรือด้วยอาจมาก่อนตั้งแต่ช่วงบ่าย ตอนนั้นอาจจะร้อนบ้างแต่รถยังไม่ติด ที่จอดรถยังหาไม่ยากนัก ล่องเรือเที่ยวเสร็จแล้วก็ค่อยมาเดินตลาดช่วงเย็นกันอีกที

 


 

ถ้ามาจอดรถกันที่วัดอัมพวัน ก่อนเข้าตลาดอย่าลืมมากราบพระกันที่พระอุโบสถกันก่อน แล้วจะได้ไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นพระราชประวัติของรัชกาลที่ 2 ที่สมเด็จพระเทพฯ โปรดฯ ให้วาดขึ้นไว้

 


 

ด้านหลังพระประธาน จะเป็นภาพกรุงรัตนโกสินทร์

 


 

ผนังโดยรอบอย่างที่เล่าว่าจะเป็นพระราชประวัติรัชกาลที่ 2 เริ่มตั้งแต่ทรงประสูติ แล้วก็เชื่อกันว่าบริเวณปรางค์ด้านหลังพระอุโบสถนี้ ซึ่งเดิมเคยเป็นนิวาสถานเดิมของรัชกาลที่ 1 ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์นั้น ก็เป็นที่ประสูติของรัชกาลที่ 2 นี่เอง

สังเกตว่าาภาพวาดตอนประสูติเนี่ย พระราชบิดาคือรัชกาลที่ 1 ยังไม่ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ เพราะงั้นช่างก็ยังไม่ได้ใช้สีทองกับบรรดาข้าวของเครื่องใช้

 


 

แต่ถ้าเป็นตั้งแต่ตอนที่พระราชบิดาขึ้นครองราชย์แล้ว หรือตอนที่รัชกาลที่สองเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจะเห็นว่าช่างก็จะใช้สีทองอร่ามสดใสไปหมด

 


 

ที่ไม่ควรพลาดมาชมเห็นจะเป็นผนังด้านที่อยู่ตรงข้ามกับพระประธาน พระพักตร์ของรัชกาลที่ 2 ตรงนี้เป็นฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพฯ

 


 

รวมทั้งภาพต้นมะม่วงที่อยู่ใกล้กัน

 


 

ดูกันใกล้ ๆ อีกนิด

 

 

 
Follow us on Twitter

license notification

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย.